“ รู้เท่าทันมะรุม ”
จากการอภิปรายเรื่อง “รู้เท่าทันมะรุม” ในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 6 ผศ.ดร.วิเชษฐ์ ลีลามานิตย์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้มีประสบการณ์งานวิจัยพืชสมุนไพร ได้รวบรวมความรู้เรื่องมะรุม กล่าวว่า “ มะรุมมีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Moringa oleifera Lam. คนฟิลิปปินส์เรียกว่า Malungay ขณะที่ชาวต่างประเทศรู้จักในนาม Horse Radish Tree หรือ Drumstick Tree มะรุมไม่ใช่พืชพื้นเมืองของไทย แต่พบในแอฟริกาและจีนโดยเชื่อว่าเป็นพืชในแถบเทือกเขาหิมาลัย ทางตอนเหนือของปากีสถานและอินเดีย ทนแล้งและปรับตัวได้ดี พบมากในตะวันออกกลางและอินเดีย เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง โตเร็ว สูง 3-12 เมตร ไม้ทรงพุ่มแบน
การนำมะรุมมาใช้ประโยชน์มีมาตั้งแต่สมัยโบราณกาล ทั้งการใช้สอยในครัวเรือนและบริโภค ตลอดจนเป็นยารักษาโรค สรรพคุณทางยาไทยระบุว่า
ราก มีรสเผ็ดร้อน ขับปัสสาวะ แก้อักเสบ
เปลือกต้น รสเผ็ดร้อน ฤทธิ์ทำให้แท้งบุตร ขับลมในลำไส้
กระตุ้น หัวใจ บำรุงธาตุ
ใบ ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน ตำพอกแผล
ดอก บำรุงกำลัง แก้ไข้ ขับน้ำตา กระตุ้นฮอร์โมนเพศ
ฝัก มีรสหวานเย็น ดับพิษร้อน
เมล็ด ตำพอกแก้ปวดเมื่อย บำรุงกำลั แก้โรคปวดข้อ

งานวิจัยที่ศึกษาและตีพิมพ์เผยแพร่ในช่วงที่ผ่านมา ระบุว่า พบสารต้านอนุมูลอิสระในใบมะรุม เช่นวิตามินซี กลุ่มฟลาโวนอยด์ คาร์โรตินอยด์ ฯลฯ ส่วนดอกมีวิตามินหลายชนิดกล่าวได้ว่า ฤทธิ์ทางเภสัชศาสตร์สอดคล้องกันกับสรรถคุณที่ระบุในทางการแพทย์แผนไทย
น่าสังเกตว่าเมื่อนำใบมะรุมกับพืชผักที่ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งวิตามินและสารอาหารชั้นยอดต่างๆ ในปริมาณเท่ากันมาศึกษา พบว่าใบมะรุมมี
วิตามินซีมากกว่าส้ม 7 เท่า
มีวิตามินเอมากกว่าแครอท 4 เท่า
มีแคลเซียมสูงกว่านม 4 เท่า
มีฟอสฟอรัสมากกว่ากล้วย 3 เท่า
มีธาตุเหล็กมากกว่าผักโขม 3 เท่า
มีโปรตีนมากกว่าโยเกิร์ต 2 เท่า
และด้วยเหตุนี้จึงมีผู้กล่าวว่า มีต้นมะรุมอยู่หน้าบ้านเหมือนมีร้านขายยาและร้านค้าสะดวกซื้อรวมกัน” ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ชี้แจงว่า “เรื่องมะรุมนั้นน่าห่วงว่าอนาคตจะเหมือนกับกระชายดำ หรือยอ เพราะเกรงว่าคนเราจะคาดหวังสูงเกินไป ควรต้องให้ข้อมูลที่ทำให้ผู้บริโภคเกิดความเข้าใจที่ถูกต้องด้วย เช่น ผงมะรุมที่ได้จากการตากแห้งมาแล้ว วิตามินซีจะไม่เหลืออีก อย่างไรก็ตาม การที่ได้คลุกคลีกับหมอพื้นบ้าน ยืนยันได้ว่า มะรุมใช้ลดความดันได้ดี เพราะช่วยหลอดเลือดให้ยืดหยุ่นดีกว่าวิธีลดความดันแบบตะวันตกนอกจากนี้ยังเป็นผักที่มีความปลอดภัยสูงต่อการบริโภคเหมาะกับคนสายตาไม่ดี มีข้อมูลว่า ในรัฐฉานของพม่า มีการคั้นใบมะรุมกับน้ำผึ้ง ต้มกินเป็นน้ำซุบ
ที่ผ่านมา ความรู้เรื่องสมุนไพรในสังคมไทยมักจะมีการตลาดนำหน้าไปก่อนจึงจะมีการวิจัยรองรับ ทำให้เกิดปัญหาอย่างยอ หรือกระชายดำ ที่ต่างก็มีคุณค่า แต่ถูกนำไปใช้ประโยชน์คลาดเคลื่อน จึงต้องระมัดระวังการนำเสนอข้อมูลให้ถูกต้อง ในการใช้มะรุมเป็นสมุนไพรให้สมคุณค่ากับที่ได้ชื่อว่าเป็นสมุนไพรมหัศจรรย์ ต้องมีกระบวนการเก็บข้อมูลที่ดีด้วย เช่น ผู้บริโภคควรมีบทบาทในการรวบรวมข้อมูลจากฟากของผู้บริโภคและบริหารให้เป็นศูนย์ข้อมูลที่ยั่งยืนอยู่บนมาตรฐานความรู้ทั้งทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์พื้นบ้าน เพื่อให้กระแสความนิยมมะรุมขยายวงอย่างช้า ๆ ก่อนที่จะวูบหายไปแบบไฟไหม้ฟาง
จากข้อความข้างต้นดังกล่าวจะเห็นได้ว่า มะรุมมีประโยชน์และคุณค่ามากมาย การนำไปใช้ควรต้องศึกษาและรู้จริง เพื่อการบริโภคที่ปลอดภัยและยั่งยืน
ที่มาของข้อมูล : สรุปรายงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 6, หน้า 62-63, กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก, 2553.
สร้างเมื่อ: 2011-06-28 10:21:34 แก้ไขเมื่อ: 2011-08-14 14:28:30